App.skipToContent

คุณกำลังมองหาอะไร?

ำนักโภชนาการจัดประชุมคณะอนุกรรมการจัดระบบเฝ้าระวัง และติดตามการขาดสารไอโอดีนในกลุ่มเสี่ยง ครั้งที่ 1/2569

กรมอนามัย พร้อมให้ข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์สำหรับคุณ

24.03.2569
51
0
แชร์
24
มีนาคม
2569

ประธาน: แพทย์หญิงแสงโสม สีนะวัฒน์  (Iodine Global Network National Coordinator)

รองประธาน: ดร.แพทย์หญิงสายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ

เลขานุการ: หัวหน้ากลุ่มวิจัยอาหารเพื่อโภชนาการ (นางภัทธิรา ยิ่งเลิศรัตนะกุล) / หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมโภชนาการสตรีและเด็กปฐมวัย (นางสาววารีทิพย์ พึ่งพันธ์)  

ผู้ช่วยเลขานุการ: หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมโภชนาการเด็กวัยเรียน นางสาวจุฑารัตน์ สุภาณุวัฒน์ (แทน)

ผู้เข้าร่วมประชุม: คณะอนุกรรมการฯ ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กองอาหาร กองยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชมรมผู้ประกอบการเกลือเสริมไอโอดีนภาคกลาง กรมสุขภาพจิต กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร สำนักส่งเสริมสุขภาพ สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ และสำนักโภชนาการ กรมอนามัย

วัตถุประสงค์การประชุม:

1. เพื่อติดตามสถานการณ์ระดับไอโอดีนในปัสสาวะหญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุ 3 – 5 ปี ผู้สูงอายุ คุณภาพเกลือบริโภคเสริมไอโอดีน ณ สถานที่ผลิต สถานที่จำหน่าย และในครัวเรือนร่วมทั้งความก้าวหน้าการดำเนินงานชุมชนหมู่บ้านไอโอดีนผ่านแพลตฟอร์มไอโอดีน
2. เพื่อทบทวนระบบเฝ้าระวังสถานการณ์ระดับไอโอดีนในปัสสาวะของประชากรกลุ่มเสี่ยง

สาระสำคัญ

เรื่องสืบเนื่อง

1) การศึกษาสถานการณ์ระดับไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์และพฤติกรรมการบริโภคไอโอดีนของหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ขาดสารไอโอดีน : กรณีศึกษา มีความก้าวหน้าโดยได้ลงพื้นที่ดำเนินการทดสอบเครื่องมืองานวิจัย ประชุมชี้แจงงานวิจัย และอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลในพื้นที่วิจัย 8 จังหวัด

เรื่องเพื่อทราบ

1) สถานการณ์เฝ้าระวังโรคขาดสารไอโอดีน ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุ 3 – 5 ปี และผู้สูงอายุ พบว่า หญิงตั้งครรภ์ มีค่ามัธยฐานระดับไอโอดีนในปัสสาวะ ภาพรวมตั้งแต่ พ.ศ. 2564 – 2568 อยู่ในระดับได้รับไอโอดีนเพียงพอ การได้รับยาเสริมไอโอดีน ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิกในหญิงตั้งครรภ์ในปี 2569 พบร้อยละ 99.8 ซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้น และบรรลุค่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 92 สำหรับ เด็กอายุ 3 – 5 ปี สถานการณ์ระดับไอโอดีนในปัสสาวะพบค่ามัธยฐาน 222.0 ไมโครกรัม/ลิตร อยู่ในเกณฑ์ได้รับไอโอดีนเพียงพอ อย่างไรก็ตามยังพบจังหวัดที่ได้รับไอโอดีนเกิน 1 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ สำหรับผู้สูงอายุ มีค่ามัธยฐานระดับไอโอดีนในปัสสาวะ 111.4 ไมโครกรัม/ลิตร อยู่ในเกณฑ์ได้รับไอโอดีนเพียงพอ แต่ยังมีจังหวัดที่ขาดสารไอโอดีน 24 จังหวัดและได้รับไอโอดีนมากเกินพอ 2 จังหวัด ได้แก่ ยโสธรและอุบลราชธานี ความครอบคลุมการบริโภคเกลือเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพในครัวเรือน (มาตรฐาน 20 - 40 ppm ) ภาพรวมตั้งแต่ พ.ศ. 2564 – 2568 พบร้อยละ 84.2, 83.9, 82.8, 78.3, และ 83.4 ตามลำดับ โดยพื้นที่ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (ร้อยละ 90) ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

2) สถานการณ์การเฝ้าระวังปริมาณไอโอดีนในเกลือบริโภคเสริมไอดีน ณ สถานที่ผลิต ปี พ.ศ. 2566 – 2568 พบว่าเกลือบริโภคที่ผ่านมาตรฐาน (20 – 40 มก/กก.) ร้อยละ 79.9, 90.1, และ 94.4 ตามลำดับ การเฝ้าระวังและติดตามผลิตภัณฑ์น้ำปลา ผลิตปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนฯ น้ำเกลือปรุงอาหาร ณ สถานที่ผลิต พบว่าผลิตภัณฑ์น้ำปลาและผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จาการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง มีแนวโน้มผ่านมาตรฐานเพิ่มขึ้น สำหรับน้ำเกลือปรุงอาหารมีแนวโน้มลดลง การพัฒนาระบบควบคุมการผลิตเกลือบริโภคเสริมไอโอดีนและผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่เสริมไอโอดีน สำนักงานคณะกรรมอาหารและยา และภาคีเครือข่าย มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การตรวจสอบสถานที่ผลิตเกลือบริโภคและผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่เสริมไอโอดีน การเก็บตัวอย่างเฝ้าระวังปริมาณไอโอดีนในเกลือบริโภคและผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่เสริมไอโอดีน ณ สถานที่ผลิตและจำหน่าย การอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาและลงพื้นที่

3) ความก้าวหน้าการดำเนินงานแพลตฟอร์มไอโอดีน ระยะที่ 1 ได้เปิดใช้งานประเมินชุมชนหมู่บ้านไอโอดีน ซึ่งข้อมูลการดำเนินงานชุมชนหมู่บ้านไอโอดีน ณ วันที่ 19 มีนาคม 2569 มียอดสะสมจำนวน 49,500 แห่ง (ร้อยละ 60.9) โดยมีพื้นที่ที่สามารถดำเนินการสร้างชุมชนหมู่บ้านไอโอดีนได้มากกว่าร้อยละ 70 ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ และภาคตะวันออก ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกับสถานการณ์ระดับไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ พบว่าพื้นที่ที่ดำเนินการชุมชนหมู่บ้านไอโอดีนได้มากกว่าร้อยละ 70 เป็นพื้นที่ที่ได้รับไอโอดีนเพียงพอ

4) แนวทางการกำกับดูแลปริมาณไอโอดีนในผลิตภัณฑ์ยาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร เพื่อป้องกันการได้รับไอดีนเกิน ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา และผู้แทนจากสำนักโภชนาการได้ให้ข้อมูลงานวิจัยเรื่อง ประสิทธิผลของการให้ยาเม็ดเสริมไอโอดีนต่อภาวะโภชนาการไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ ที่แสดงให้เห็นว่าปริมาณไอโอดีนในผลิตภัณฑ์ยาเม็ดเสริมไอโอดีนมีความเหมาะสมและไม่ทำให้หญิงตั้งครรภ์ได้รับไอโอดีนเกิน

ประเด็นพิจารณา

การทบทวนระบบ เฝ้าระวังสถานการณ์ระดับไอโอดีนในปัสสาวะของประชากรกลุ่มเสี่ยง โดยเสนอรูปแบบการเฝ้าระวังโรคขาดสารไอโอดีนในกลุ่มเสี่ยง 4 รูปแบบ ได้แก่
3.1) เฝ้าระวังรูปแบบเดิม โดยหญิงตั้งครรภ์ เก็บข้อมูลทุกปี, เด็กอายุ 3-5 ปี และผู้สูงอายุ เก็บข้อมูลในรูปแบบ Cyclic Monitoring System ทุก 5 ปี

3.2) Risk-base surveillance โดยใช้ระดับไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ 3 ปี ต่อเนื่อง กรณีพื้นที่สีแดงต่อเนื่อง 3 ปี เก็บข้อมูลทุกปี กรณีพื้นที่สีแดง 1 ใน 3 หรือ 2 ใน 3 เก็บข้อมูลทุกปี กรณีพื้นที่สีเขียวต่อเนื่อง 3 ปี เก็บข้อมูลปีเว้นปี สำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี และผู้สูงอายุ เก็บข้อมูลในรูปแบบ Cyclic Monitoring System ทุก 5 ปี

3.3) Sentinel surveillance โดยพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุในพื้นที่สีแดงต่อเนื่อง 3 ปี จำนวน 24 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตสุขภาพที่ 7, 8, 9 และ 10 ซึ่งจะคัดเลือกเขตละ 1 จังหวัด ในการเก็บข้อมูลเฝ้าระวังทุกปี สำหรับพื้นที่นอกเหนือจาก 24 จังหวัด เฝ้าระวังในรูปแบบ Cyclic Monitoring System ทุก 5 ปี ส่วนเด็กอายุ 3 – 5 ปี เก็บข้อมูลในรูปแบบ Cyclic Monitoring System ทุก 5 ปี และหญิงตั้งครรภ์ เก็บข้อมูลทุกปี

3.4) การเฝ้าระวังโดยการ โดยการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงจาก กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และเกลือในครัวเรือน ซึ่งพบจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง จำนวน 8 จังหวัด จะเก็บข้อมูลเฝ้าระวังทุกปี สำหรับกลุมหญิงตั้งครรภ์ จังหวัดอื่นจะเก็บข้อมูลเฝ้าระวังปีเว้นปี สำหรับกลุ่มเด็กอายุ 3 – 5 ปี และผู้สูงอายุจังหวัดอื่น จะเก็บข้อมูลเฝ้าระวังในรูปแบบ Cyclic Monitoring System ทุก 5 ปี
สำหรับการเฝ้าระวังคุณภาพเกลือบริโภคในครัวเรือนดำเนินการเก็บข้อมูลทุกปี

ข้อซักถามและข้อเสนอแนะ

1) การตรวจปริมาณไอโอดีนในเครื่องปรุงรสเค็มมีค่าใช้จ่ายสูง เสนอให้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการตรวจ
2) ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตผลการตรวจคุณภาพเกลือเสริมไอโอดีน ณ สถานที่ผลิต ที่ผ่านมาตรฐาน (20 – 40 มก/กก.) ปี 2568 ร้อยละ 94.4 แต่ผลความครอบคลุมคุณภาพเกลือบริโภคในครัวเรือน ที่ผ่านมาตรฐาน (20 – 40 มก/กก.) ปี 2568 พบ ร้อยละ 83.4 ซึ่งผู้แทนจากสำนักโภชนาการได้ให้ข้อมูลการเก็บตัวอย่างเกลือบริโภคในครัวเรือนจะเก็บตัวอย่างเกลือทุกชนิดที่ใช้ในการปรุงประกอบอาหารโดยเกลือที่ไม่เสริมไอโอดีนถ้านำมาปรุงประกอบอาหารจะถูกเก็บตัวอย่างมาตรวจด้วย

มติที่ประชุม
มอบกรมอนามัย แต่งตั้งคณะทำงานย่อย เพื่อหารือ ทบทวน และออกแบบระบบเฝ้าระวังที่เหมาะสมกับประชากรกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุ 3 – 5 ปี และ ผู้สูงอายุ รวมทั้งวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงสูง ปานกลาง และต่ำ

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมอนามัย
เรามีสาระสุขภาพดีๆ
ส่งตรงถึงคุณ
ทุกวัน